ทำให้การผสานการยืนยันตัวตน SAML สำหรับนักพัฒนาเป็นเรื่องง่าย
เรียนรู้ว่า SAML คืออะไร, วิธีการ implements SSO และขั้นตอนด่วนในการเชื่อมต่อระบบยืนยันตัวตน SAML ทั้งในฐานะ Identity Provider (IdP) หรือ Service Provider (SP)
เรียนรู้ว่า SAML คืออะไร, วิธีการ implements SSO และขั้นตอนด่วนในการเชื่อมต่อระบบยืนยันตัวตน SAML ทั้งในฐานะ Identity Provider (IdP) หรือ Service Provider (SP)
Single Sign-On (SSO) คือหัวใจของแอปยุคใหม่ และ SAML ทำให้การยืนยันตัวตนระหว่างระบบไอดีของธุรกิจเป็นไปอย่างปลอดภัยและเป็นมิตร คู่มือฉบับนี้จะช่วยให้นักพัฒนาและนักออกแบบเข้าใจ SAML ได้ง่ายขึ้น ด้วยขั้นตอนที่ชัดเจนและตัวอย่างการใช้งานจริง เพื่อให้คุณนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Security Assertion Markup Language (SAML) คือมาตรฐานที่ใช้ XML สำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลการยืนยันตัวตนและการอนุญาตระหว่างสองตัวหลักคือ Identity Provider (IdP) และ Service Provider (SP) โดยมักถูกใช้สำหรับ Single Sign-On (SSO) ในองค์กร ให้ผู้ใช้ลงชื่อเข้าใช้เพียงครั้งเดียว เข้าถึงแอปหลายตัวได้อย่างง่ายดาย
Identity Provider (IdP) คือผู้จัดการและตรวจสอบข้อมูลบัญชีผู้ใช้ เช่นชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน เมื่อผู้ใช้พยายามเข้าถึงบริการที่มีการป้องกัน IdP จะยืนยันตัวตนและส่งผลยืนยันนั้นไปยังบริการเป้าหมาย
Service Provider (SP) คือแอปหรือบริการที่ผู้ใช้ต้องการเข้าถึงจริงๆ โดยจะพึ่งพา IdP ในด้านการยืนยันตัวตน
เวลาได้ยินคำว่า “SAML app” มักจะหมายถึงตัว SP
ด้วยโปรโตคอลของ SAML คุณสามารถเซอร์วิสของคุณให้เป็น IdP เพื่อรับรองการเชื่อมต่อกับแอปอื่น (อย่าง Azure AD / Google Workspace) หรือเซ็ตเป็น SP (เช่น Salesforce / Slack) เพื่อรองรับ SSO ให้กับผู้ใช้
SAML Assertion คือหัวใจของโปรโตคอล SAML เป็น “โน้ต” ดิจิทัลที่ถูกสร้างขึ้นโดย IdP และส่งไปหา SP ระบุว่า “ฉันได้ยืนยันตัวตนผู้ใช้นี้แล้ว” ต่อไปจะอธิบายขั้นตอนการทำงานทั้งฝั่ง IdP และ SP
เมื่อตัวเซอร์วิสของคุณทำหน้าที่เป็น IdP จะช่วยให้ยืนยันตัวตนแบบ SAML กับหลายแอปได้ ทำให้ผู้ใช้เข้าถึงบริการหลายอย่างได้ด้วยบัญชีเดียว

นี่คือลำดับการทำงาน SAML SSO ปกติของ IdP:
ถ้าเซอร์วิสของคุณเป็น SP จะผสานกับ Identity Provider หลายเจ้า เพื่อให้ผู้ใช้มีความสามารถ SSO องค์กรต่าง ๆ หรือ tenant หลายแห่ง สามารถเข้าถึงแอปของคุณอย่างปลอดภัยและรวดเร็ว

นี่คือลำดับงานของ SSO ที่ริเริ่มจาก SP:
สำหรับการผสาน SAML SSO ที่สำเร็จ ทั้ง IdP และ SP ต้องแบ่งปันค่าพารามิเตอร์บางอย่าง ต่อไปนี้คือหัวใจสำคัญ:
เคล็ดลับ: หาก IdP ของคุณมี SAML Metadata URL จะง่ายขึ้นเยอะ เพราะ URL นี้จะมีข้อมูลสำคัญทุกอย่าง (เช่น certificate, SSO URL, และ IdP Entity ID) อยู่ในที่เดียว ลดความผิดพลาดเวลาคัดลอกข้อมูล และไม่ต้องอัปเดต certificate ไฟล์เองบ่อย ๆ
email ([email protected]), role (admin), และ department (engineering) โดย SP สามารถใช้ role กำหนดสิทธิ admin หรือ department จัดกลุ่มผู้ใช้ในทีมให้เหมาะสม การจะได้ข้อมูลสำคัญนี้ IdP และ SP ต้องตกลงวิธี map attribute เช่น IdP อาจตั้ง “department” เป็น team แต่ SP ต้องการในชื่อ group การ mapping ที่ถูกต้องจะช่วยให้ระบบสื่อสารกันลื่นไหลตอนนี้คุณควรพร้อมแล้วสำหรับการตั้งค่าเชื่อมต่อ SAML หากจะเชื่อมต่อ Salesforce (Service Provider) กับ Azure AD (Identity Provider) ให้ทำตามนี้:
Logto สามารถเป็น IdP หรือ SP ก็ได้เพื่อรองรับ SAML SSO ให้กับแอปของคุณ
Logto ให้แอปอื่นอาศัยยืนยันตัวตนแบบ federated ได้ พร้อมรองรับ multi-factor authentication (MFA) เพื่อความปลอดภัยมากขึ้น

ดูคำแนะนำฉบับเต็มได้ที่: SAML App
Logto ผสานกับ enterprise IdP ใดก็ได้ ผ่าน SAML หรือ OIDC ไม่ว่าคุณจะตั้งค่า SSO จาก SP หรือ IdP กระบวนการก็ทำง่าย

ดูคำแนะนำฉบับเต็มที่นี่: Enterprise SSO documentation
SAML เป็นมาตรฐานที่ปลอดภัยสำหรับ SSO ช่วยให้การยืนยันตัวตนเป็นเรื่องง่าย ไม่ว่าคุณตั้งค่าเป็น IdP หรือ SP Logto ก็ทำให้กระบวนการนี้ง่ายขึ้น ด้วยอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย รองรับทั้ง cloud และ open-source จึงตัดความซับซ้อนของ SAML ออกไป แค่ตั้งค่าพารามิเตอร์ไม่กี่ตัว คุณก็สามารถเชื่อมต่อระบบกับ SAML IdP หรือ SP ใดก็ได้ แล้วเน้นพัฒนาประสบการณ์ดี ๆ ให้ผู้ใช้ของคุณได้เลย